พาเหรดขึ้น “ดอกเบี้ยเงินกู้” เด้งรับมติ กนง.แบงก์รัฐตรึงต่อไม่ไหว

พาเหรดขึ้น “ดอกเบี้ยเงินกู้” เด้งรับมติ กนง.แบงก์รัฐตรึงต่อไม่ไหว

5 แบงก์รัฐ “ธอส.–เอ็กซิมแบงก์–ธพว.–ธ.ก.ส.–ออมสิน” ตบเท้าขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้พร้อมเพรียง หลังตรึงต่อเนื่องมากว่า 2 ปี ชี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบที่ 4 ของ กนง.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่ง ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนส่งหนี้ให้กับประชาชน แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 3 ครั้งในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดหลังจากที่ กนง.มีมติล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% สถาบันการเงินของรัฐได้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เป็นไปตามต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ กนง.แนวโน้มการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อนั้น สถาบันการเงินของรัฐมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยปรับขึ้น และมีผลตั้งแต่เดือน ม.ค.2566 เป็นต้นไป

การเงิน

ทั้งนี้ ในส่วนของ ธอส.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเพิ่มขึ้น 0.25% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.2566 เป็นต้นไป ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) จากอัตราปัจจุบันที่ 6.15% ต่อปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.40% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) จาก 5.75% ต่อปี เป็น 6.00% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้เบิกเกินบัญชี (MOR) จาก 5.90% ต่อปี เป็น 6.15% ต่อปี

“โดยในส่วนของ ธอส.นั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี 9 เดือน หลังจากที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย เมื่อ 25 พ.ค.63 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงวิกฤติโควิด-19”

ด้านนายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวว่า เอ็กซิมแบงก์ขอประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จาก 5.75% ต่อปี เป็น 6.00% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2566 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี เอ็กซิมแบงก์ ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องให้สามารถปรับตัวกับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และปัจจัยท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์นั้น ได้มีการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ หรือเอ็มแอลอาร์อีก 0.25% โดยมีผล ตั้งแต่ 25 ม.ค.66 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ปรับขึ้นจาก 6.75% เป็น 7.00% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ชนิดอื่นยังคงไว้ในอัตราเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนธนาคารออมสินได้มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ทุกชนิดอีก 0.25% เช่นกัน ตามมติสถาบันการเงินของรัฐ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.เป็นต้นไป

นอกจากนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ได้ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125-0.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.66 เป็นต้นไป โดยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ 0.125% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มจาก 6.5% เป็น 6.625% ขณะนี้ปรับดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์เพิ่ม 0.25% จาก 4.875% เป็น 5.125% และดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี หรือเอ็มโออาร์เพิ่ม 0.25% จาก 6.25% เป็น 6.50%

“ซี.พี.แลนด์” ตั้งเป้าปี 68 โกยรายได้ 5,000 ล้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

“ซี.พี.แลนด์” ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้า เดินหน้าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะตลาดของคนรุ่นใหม่

นายกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ซี.พี.แลนด์ ตลอดทั้งปี 2565 ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ 1,700 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน และภายในปี 2568 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้า ซี.พี.แลนด์ ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว หรืออีก 200% สู่ระดับ 5,000 ล้านบาท

“จากเป้าหมายที่คาดว่าจะขยายตัว 42% ในปีนี้ เชื่อว่าเป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจบ้านและคอนโด กลุ่มธุรกิจโรงแรมเครือแกรนด์ ฟอร์จูน ศูนย์การค้า และอัตราค่าเช่าสำนักงานที่กลับมายืนอยู่จุดเดิมก่อนช่วงเกิดโควิด-19”

ธุรกิจหมายถึง

อีกทั้งยังมีแนวทางในการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ และแนวทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ อย่างศูนย์ประชุมไคซ์ (KICE) หรือ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (Khonkaen International Convention & Exhibition) และนิคมอุตสาหกรรม กระจายในส่วนภูมิภาค ตอกย้ำความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ความเจริญสู่สังคมของซี.พี.แลนด์

นอกจากนี้ ซี.พี.แลนด์ มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม  โดยเรามุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ตอบสนองความต้องการรสนิยม และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของโครงการ รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟสไตล์ความเป็นคนรุ่นใหม่ ในด้านการออกแบบโครงการ ให้มีดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ซี.พี.แลนด์ โฉมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงในขณะนี้

“ซี.พี.แลนด์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งลูกค้าคือหัวใจหลักของเรา (Customer Centric) จึงจ้างที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักในอนาคต เพื่อนำมาพัฒนาโครงการใหม่ๆให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้สูงสุด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการ ปรับภาพลักษณ์ ซี.พี.แลนด์ โฉมใหม่ เน้นความเป็นมืออาชีพ และมีความเป็นคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า ซี.พี.แลนด์ จะสามารถสร้างรายได้ 5,000 ล้านบาท และเป็นบริษัทที่สร้างสรรค์ความเจริญสู่สังคม ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายกีรติ กล่าว